รายงานสถานการณ์ ปี 2568

ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดพลาสติกในปี 2568 (ค.ศ. 2025) เป็นปีที่ตลาดโลกและประเทศไทยขับเคลื่อนภายใต้ แรงกดดันของมาตรการกีดกันทางการค้าและซัพพลายล้นตลาด โดยมีสถานการณ์ในแต่ละภาคส่วนดังนี้ครับ

🛢 1. ตลาดน้ำมันดิบโลก (WTI) ในปี 2568
ราคาน้ำมันดิบ WTI ในปี 2568 มีลักษณะ ผันผวนสูงและทยอยปรับตัวลดลง ในช่วงปลายปี: [1]
  • พฤติกรรมราคา: ในช่วงต้นปีราคาแกว่งตัวในกรอบ 70–80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และมีจังหวะดีดตัวขึ้นชั่วคราวไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนเมษายน จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี ราคาได้ทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจนมา ปิดสิ้นปี 2568 ที่ระดับ 57.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล [1]
  • ปัจจัยขับเคลื่อน: ตลาดถูกกดดันอย่างหนักจากภาวะ อุปทานล้นตลาด (Oversupply) เนื่องจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่สูงกว่าคาดการณ์ ประกอบกับการขยายตัวของอัตราการผลิตน้ำมันดิบในฝั่งสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ [1, 2]

💵 2. อัตราแลกเปลี่ยน (USD/THB) ในปี 2568
เงินบาทในปี 2568 มีทิศทาง แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปี 2567 และ 2566:
  • อัตราแลกเปลี่ยน: เปิดตัวต้นปีที่ประมาณ 34.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยขึ้นไปแตะจุดอ่อนค่าที่สุดในเดือนเมษายนที่ 34.89 บาท หลังจากนั้นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมี ค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 32.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และลงไปแตะระดับแข็งค่าที่สุดในช่วงปลายปีใกล้ระดับ 31.06 บาท [1]
  • ผลกระทบ: การแข็งค่าของเงินบาทช่วยลดภาระและต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบรวมถึงสารตั้งต้นทางเคมีภัณฑ์ให้กับกลุ่มโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีในไทยได้เป็นอย่างดี [1]

📊 3. ตลาดพลาสติกและแนวโน้มราคาเม็ดพลาสติกในปี 2568
สภาวะตลาดพลาสติกในปี 2568 ตกอยู่ในภาวะ บีบคั้นด้านผลกำไร (Margin Squeeze) แต่อุตสาหกรรมในประเทศเริ่มเห็นการปรับตัวสู่เทรนด์ใหม่: [1]
  • ทิศทางราคาเม็ดพลาสติก: ราคาเคลื่อนไหวในลักษณะ ทรงตัวถึงอ่อนตัวลง (Stable to Downward) สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบแนฟทาที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ประกอบกับแรงกดดันจากกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกคอมโมดิตี้ (เช่น PE และ PP เกรดทั่วไป) ที่ยังคงล้นตลาดในภูมิภาคเอเชีย [1, 2]
  • การส่งออกและอุปสงค์: การส่งออกเม็ดพลาสติกคอมโมดิตี้ของไทยไปยังตลาดหลักอย่างจีน อินเดีย และอาเซียน เผชิญภาวะหดตัวลงในบางไตรมาสเนื่องจากความต้องการปลายทางที่อ่อนแอ [1]
  • จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไทย:
    • ความต้องการเม็ดพลาสติกวิศวกรรม (Engineering Resins) และพลาสติกน้ำหนักเบาเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น ขานรับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ (นโยบาย 30@30)
    • ผู้ประกอบการรายใหญ่ในไทยเริ่มปรับเปลี่ยนไลน์การผลิตและเร่งลงทุนใน กลุ่มพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastic Resins) และพลาสติกชีวภาพ (Biopolymers) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับข้อตกลงสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty) [1, 2, 3]

🗒 สรุปเปรียบเทียบสภาวะตลาดสามปี (2566 VS 2568 VS ปัจจุบัน)
ตัวชี้วัดตลาดสภาวะปี 2566 (2023)สภาวะปี 2568 (2025)ทิศทางปัจจุบัน (กันยายน 2569)
ราคาน้ำมัน WTIทรงตัวระดับกลาง (เฉลี่ย $75-$82)ขาลงช่วงปลายปี (เฉลี่ย $65-$75 / ปิดสิ้นปีที่ $57)พุ่งสูงรุนแรง (แกว่งตัว $99-$100 จากวิกฤตความตึงเครียดฮอร์มุซ)
เงินบาท (USD/THB)อ่อนค่าผันผวน (เฉลี่ย 34.80-35.00 บาท)แข็งค่าขึ้นเด่นชัด (เฉลี่ย 32.86 บาท ปลายปีแตะ 31.06 บาท)แกว่งตัวทรงตัว (เคลื่อนไหวบริเวณ 33.00 บาท)
ราคาเม็ดพลาสติกขาลงต่อเนื่อง ตามซัพพลายที่ล้นและดีมานด์โลกที่ชะลอตัวทรงตัวถึงอ่อนตัว ตลาดเน้นปรับตัวไปหาพลาสติก EV และ Bioเผชิญแรงกดดันฝั่งต้นทุน เม็ดพลาสติกปลายทางเริ่มปรับขึ้นราคาตามค่าขนส่งเรือ
Scroll to Top