รายงานสถานการณ์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน 2569

ภาพรวมสถานการณ์ราคาน้ำมัน WTI ตลาดพลาสติก และอัตราแลกเปลี่ยน มีความตึงตัวสูงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อเม็ดพลาสติกยังคงได้เปรียบจากปริมาณอุปทานสะสมที่สูง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบ (Feedstock) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันเริ่มกดดันอัตรากำไรของผู้ผลิตอย่างรุนแรง โดยสรุปข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ กันยายน 2026 ดังนี้ครับ [1, 2, 3, 4, 5, 6]

📈 1. สถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบ (WTI & Brent)
ราคาน้ำมันดิบโลกเกิดการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง (Surge) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ [1, 2]
    • ราคาปัจจุบัน: น้ำมันดิบ WTI ยืนอยู่เหนือระดับ 99.20-99.79 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (มีจังหวะพุ่งทดสอบและแตะระดับ 102-104 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์) ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ทะลุไปอยู่ที่ระดับประมาณ 103.88 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล [1, 2]
    • แนวโน้มสั้น: ตลาดเข้าสู่ภาวะตึงตัว (Fundamentally Tight) จากความเสี่ยงด้านอุปทาน แม้จะมีแรงเทขายทำกำไรสลับออกมาหลังมีรายงานการเจรจาข้อตกลงชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหาการเดินเรือ แต่ราคายังคงมีฐานที่สูงกว่าเดือนก่อนหน้าถึงเกือบ 17-19% [1, 2, 3]


📊 2. สถานการณ์ตลาดพลาสติกและสารตั้งต้น (Plastics & Monomer Market)
แม้ราคาน้ำมันและแนฟทา (Naphtha) จะดีดตัวขึ้น แต่ตลาดเม็ดพลาสติกโลกกลับเจอกลไกที่ค่อนข้างแปลก (Decouple) เนื่องจากความต้องการปลายทางยังคงอ่อนแอ [1, 2]
    • ราคาวัตถุดิบตั้งต้นแยกทางกับตลาดคอมโมดิตี้: ในฝั่งยุโรปและเอเชีย ราคาซื้อขายล่วงหน้าของ Monomer (เช่น Propylene และ Ethylene) มีการปรับสัญญาลงในช่วงต้นเดือนจากการคำนวณราคาย้อนหลัง สวนทางกับราคาแนฟทาหน้างานปัจจุบันที่เริ่มดีดกลับขึ้นมาตามราคาน้ำมันดิบ (ล่าสุดแนฟทาขยับขึ้นมาที่ระดับ 788 ดอลลาร์ฯ ต่อตัน) [1, 2]
    • แรงกดดันฝั่งผู้ผลิต: สภาวะที่ราคาเม็ดพลาสติกปลายทางต่ำกว่าราคา Monomer (Negative Spread) กำลังสร้างความเสียหายและภาวะขาดทุนให้แก่ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกกลุ่ม Non-integrated (กลุ่มที่ซื้อ Monomer มาแปรรูปต่อ ไม่ได้กลั่นเอง) ทำให้ผู้ผลิตพยายามประกาศขึ้นราคาเพื่อรักษา Margin [1]


💵 3. อัตราแลกเปลี่ยน (USD/THB)
    • ค่าเงินบาทปัจจุบัน: ธนาคารกสิกรไทย และหน้ากระดานซื้อขายสากล รายงานอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB แกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
    • แนวโน้ม: เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในกรอบระยะสั้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 33.27 บาท) การแข็งค่าของเงินบาทช่วยชดเชยต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบและสารตั้งต้นที่คิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับผู้ประกอบการไทยได้บางส่วน [1, 2, 3]


🗒 4. สรุปแนวโน้มราคาเม็ดพลาสติก (Resin Price Outlook)
เพื่อความชัดเจนในการประเมินแนวโน้มและกลยุทธ์การจัดซื้อสำหรับเม็ดพลาสติกแต่ละประเภท: [1, 2]
ประเภทเม็ดพลาสติกสถานการณ์ราคาปัจจุบันแนวโน้มระยะสั้น (กันยายน-ตุลาคม)ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
PE (Polyethylene)ทรงตัวระดับสูงในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (ประมาณ 8,622 CNY/T)มีแนวโน้ม Rollover (ทรงตัว) หรือปรับขึ้นได้จำกัดมากซัพพลายล้นตลาด (Structural Oversupply) ความต้องการปลายทางต่ำทำให้ผู้ซื้อปฏิเสธการขึ้นราคาของผู้ผลิต
PP (Polypropylene)ทรงตัว (ประมาณ 8,953 CNY/T) ปรับขึ้นมาราว 7.6% ในรอบเดือนทรงตัว (Rollover) แต่อาจตึงตัวขึ้นเล็กน้อยตามภูมิภาคมีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน PDH บางแห่งในสหรัฐฯ แต่ภาพรวมอุปทานสะสมทั่วโลกยังเพียงพอรองรับดีมานด์
PET / กลุ่มบรรจุภัณฑ์ยืดหยุ่นเริ่มมีสัญญาณปรับตัวสูงขึ้น (Escalation)ขาขึ้น (Upward Trend) ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้าได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนค่าระวางเรือ (Freight) ที่สูงขึ้นจากการเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป และแรงกดดันของราคา PTA/MEG สัญญาซื้อขายล่วงหน้า

💡 คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ/ฝ่ายจัดซื้อ:
แม้ว่าราคาน้ำมันดิบ WTI จะพุ่งเฉียด 100 ดอลลาร์ฯ แต่ตลาดยังคงเป็น “ตลาดของผู้ซื้อ” (Favors Buyers) สำหรับเม็ดพลาสติกคอมโมดิตี้ทั่วไป (PE/PP) เนื่องจากกำลังการผลิตโลกที่ล้นเกิน อย่างไรก็ดี ควรจับตาต้นทุนค่าขนส่งทางเรือและราคาเม็ดพลาสติกกลุ่มบรรจุภัณฑ์ (PET) ที่อาจขยับขึ้นก่อนกลุ่มอื่นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ [1, 2, 3]
Scroll to Top