วิเคราะห์สถานการณ์เม็ดพลาสติก เดือน ตุลาคม 2569

สถานการณ์ราคาเม็ดพลาสติกมีความผันผวนสูง โดยราคามีลักษณะการปรับตัวขึ้นลงตามสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันดิบโลกเป็นหลัก หลังจากที่ราคาเคยพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงต้นถึงกลางปี 2569 จากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันราคาเม็ดพลาสติกบางประเภทในตลาดโลกและในไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 27–58% (เช่น LDPE, HDPE, PP, PET) ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มทยอยคลี่คลายลงตามราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งที่ปรับลดลง ทำให้ราคาเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น แต่ยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้านในระยะยาว [1, 2, 3]

📊 สรุปความเคลื่อนไหวราคาเม็ดพลาสติกในประเทศ
ข้อมูลสถิติจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศอุตสาหกรรมพลาสติก (Plastics Intelligence Unit) สะท้อนกรอบราคาของเม็ดพลาสติกหลักๆ ในช่วงปีที่ผ่านมาดังนี้: [1]
ประเภทเม็ดพลาสติกจุดสูงสุด (บาท/กก.)จุดต่ำสุด (บาท/กก.)
LDPE75.63 (พ.ค. 2569)46.62 (ก.พ. 2569)
LLDPE63.81 (พ.ค. 2569)38.25 (ธ.ค. 2565)
HDPE63.81 (พ.ค. 2569)39.00 (ม.ค. 2569)
PP64.31 (เม.ย. 2569)35.25 (ธ.ค. 2565)

🔍 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาและอุตสาหกรรม
  • ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบต้นน้ำ: เม็ดพลาสติกเกือบทุกชนิดถูกผลิตมาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (แนฟทา) ความสัมพันธ์ของราคาจึงแปรผันตรงกับราคาน้ำมันดิบโลก โดยในปี 2568-2570 มีการประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในกรอบ baseline ที่ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากมีแรงกดดันจากสงคราม ความเสี่ยงด้านการขนส่งและการขนส่งล่าช้าจะผลักดันให้ต้นทุนโลจิสติกส์และราคาวัตถุดิบพุ่งกระฉูดทันที [1, 2, 3, 4, 5]
  • แรงกดดันด้านอุปทานและการแข่งขันจากจีน: กำลังการผลิตเม็ดพลาสติก (โดยเฉพาะ PP และ PE) จากประเทศจีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดสภาวะกดดันด้านราคาในตลาดเอเชียและอาเซียน ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงด้านราคาจากสินค้านำเข้าต้นทุนต่ำ [1]
  • การฟื้นตัวของ Demand ปลายทาง: แม้จะมีความกดดันด้านต้นทุน แต่ตลาดได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว, อีคอมเมิร์ซ (บรรจุภัณฑ์), ยานยนต์ไฟฟ้า (New S-Curve), โครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์การแพทย์ ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณการขายและส่งออกพลาสติกของไทยในช่วงปี 2568-2570 ยังสามารถขยายตัวได้เฉลี่ย 2.0% – 3.0% ต่อปี [1]
  • เมกะเทรนด์ความยั่งยืน (Green Regulations): มาตรการและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดบีบให้ผู้ผลิตหันไปใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (rPET, rPP) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) มากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้ยังคงมีต้นทุนการผลิตและการจัดการที่สูงกว่าเม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ (Virgin Plastics) [1]

💡 คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ
เนื่องจากสถานการณ์ราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง (Uncertainty) สิ่งที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติก (โดยเฉพาะ SMEs ที่คิดเป็น 88.2% ของตลาด) ควรให้ความสำคัญคือ: [1]
  1. บริหารการจัดหาวัตถุดิบ (Raw Material Sourcing): ควรกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อเม็ดพลาสติก ไม่พึ่งพาซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง และใช้เครื่องมือทางการเงินในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาปิโตรเคมี
  2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการสูญเสีย: มุ่งเน้นการทำ Lean Manufacturing ในกระบวนการขึ้นรูปพลาสติกเพื่อลดต้นทุนค่าไฟและค่าขนส่งภายในโรงงาน [1]
  3. เร่งปรับตัวสู่พลาสติกหมุนเวียน: ลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ Bio-based พลาสติก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการทางภาษีคาร์บอนและตอบรับความต้องการของคู่ค้าต่างประเทศที่เน้นความยั่งยืน [1]
แนวโน้มในสัปดาห์ที่ผ่านมา (ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569) ราคาเม็ดพลาสติกกลุ่มหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น (Trend Upwards) โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำที่ตึงตัวและการกลับมาซื้อของตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน ภาพรวมของแนวโน้มราคาและการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายละเอียดดังนี้ครับ: [1, 2]
📈 ทิศทางราคาเม็ดพลาสติกรายประเภท
  • กลุ่ม Polyethylene (PE): ราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะ LDPE (เกรดฟิล์มและเกรดทั่วไป) นำตลาดด้วยราคาที่ขยับขึ้นราว 2.5% – 3% ตามมาด้วย HDPE ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1% ในหลายๆ เกรด (เช่น เกรดเป่าขึ้นรูป เป่าฟิล์ม และฉีดขึ้นรูป) เนื่องจากระดับสินค้าคงคลัง (Inventory) ปรับลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ [1]
  • กลุ่ม Polypropylene (PP): มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบโพรพิลีน (Propylene) ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี ส่งผลให้เม็ดพลาสติกกลุ่ม PP Homopolymer (เช่น เกรดสิ่งทอ/ไฟเบอร์ และเกรดฉีดพลาสติกทั่วไป) ปรับตัวสูงขึ้นตาม [1]
  • กลุ่ม Styrenics & Engineering Plastics (ABS, PS): ส่วนใหญ่ราคายังทรงตัวค่อนข้างนิ่ง มีเพียง ABS ที่ขยับขึ้นเล็กน้อยตามแรงหนุนของดีมานด์ในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

⚙️ ปัจจัยขับเคลื่อนในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  1. Supply วัตถุดิบต้นน้ำตึงตัว (Tight Supply): อัตราการเดินเครื่องผลิต (Operating rates) ของโรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำในประเทศจีนปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น โรงงานประเภท PDH และ MTO ลดลงมาอยู่ต่ำกว่าปกติ) ส่งผลให้อุปทานสารตั้งต้นลดลงอย่างรวดเร็วและดันต้นทุนการผลิตเม็ดพลาสติกให้สูงขึ้น [1]
  2. การกลับมาซื้อของตลาดจีน: จีนเริ่มกลับเข้ามาสั่งซื้อและสะสมสต็อกเม็ดพลาสติกอีกครั้ง ส่งผลให้ราคา Spot ในภูมิภาคเอเชียเริ่มดีดตัวกลับ [1]
  3. มาตรการควบคุมของรัฐ (กลไกในไทย): สำหรับในประเทศไทย ภาครัฐ (กกร.) ยังคงบังคับใช้มาตรการเข้มงวดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรายงานข้อมูลราคา ปริมาณคงเหลือ และยอดจำหน่ายของเม็ดพลาสติก 5 ประเภทหลักทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสปรับราคาในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน [1]
Scroll to Top